1.Galway, Ireland       

          กัลเวย์ถูกเรียกว่าเป็น “City of Tribes” เสน่ห์แพรวพราวของที่นี่คือศูนย์รวมทางวัฒนธรรมของไอร์แลนด์ที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและธรรมชาติไว้อย่างดี ในขณะเดียวกันคนท้องถิ่นก็ยังคงทำอาชีพประมง (ไปเยี่ยมพวกเขาได้ที่อ่าวจอดเรือกัลเวย์ ที่จอดเรือประมงกัลเวย์ผ้าใบแดงอันโด่งดัง และจะได้ดูท้องฟ้าเปลี่ยนสียามพระอาทิตย์ตกที่นี่) แต่ก็ยังมีศิลปินมากมายหลายวัยเกิดขึ้นที่นี่

          เมื่อปี 2018 กัลเวย์มีชื่อเสียงด้านวิทยาการอาหารไปเรียบร้อยแล้ว (โดยเฉพาะหอยนางรมที่ฮอตฮิตมากๆ) เพราะได้รางวัล European Region of Gastronomy 2018 จาก IFAMA (International Food and Agribusiness Management Association) ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ความภูมิใจของชาวกัลเวย์แต่เป็นความภูมิใจของชาวไอร์แลนด์เลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้ได้รางวัลนี้

          กัลเวย์ไม่หยุดอยู่แค่ด้านอาหาร เพราะเป้าหมายใหม่ล่าสุดคือการเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมยุโรป และชาวเมืองนี้ก็เหมาะสมกับเป้าหมายนี้เอามากๆ เราจะได้เห็นชุมชนอนุรักษ์ โปรเจกต์ศิลปะต่างๆ มีคาเฟ่เกิดขึ้นมากมาย มีเวิร์กชอปสอนเดินไต่บนเส้นเชือกกลางอากาศ (Funambulism) มีหมู่บ้านชนบทสวยๆ ส่วนในตอนกลางคืนที่นี่ก็เต็มไปด้วยสถานบันเทิงทั้งผับ บาร์ดนตรีแจ๊ซ โรงเบียร์สด โรงภาพยนตร์ และคลับคอเมดี้ แถมยังเป็นเมืองที่มีเทศกาลเพียบทั้ง Galway Races, Galway Cathedral Recitals, Galway International Oyster Festival และ Galway Arts Festival ที่คนในแวดวงศิลปะรอคอย เป็นความน่ารักของเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยไอเดียใหญ่ๆ จริงๆ 

เพราะฉะนั้นที่นี่เลยเหมาะกับทุกเพศทุกวัยในครอบครัว ตอบโจทย์แบบเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วในเมืองเล็กๆ แสนคึกคักเมืองนี้เมืองเดียว 

 

2.Boracay, Philippines

เพราะเคร่งครัดจึงยังสวยงาม หลังจากปิดเกาะมา 6 เดือน ตอนนี้เกาะที่สวยงามและโด่งดังสุดๆ ของฟิลิปปินส์อย่างเกาะโบราไกย์เปิดให้เข้าได้อีกครั้งแล้ว ช่วงนี้หาดทรายกำลังขาว (มากกก) น้ำกำลังใส ผู้ประกอบการทั้งหลายก็ต้องทำตามกฎหมายจากรัฐบาลเกี่ยวกับข้อห้ามด้านธรรมชาติอย่างเคร่งครัด ตอนนี้บนเกาะไม่มีการใช้ถุงพลาสติกแล้ว แถมยังมีระบบตรวจสอบคุณภาพของน้ำทะเลรอบๆ เกาะอยู่ตลอด  เกาะโบราไกย์นอนรอสวยๆ พร้อมให้ไปเยี่ยมแล้วนะ

 

3.Giza, Egypt

          อียิปต์น่ะน่าไปมาตลอดแหละ ก็ใครบ้างจะไม่อยากไปเห็นอารยธรรมโบราณ สิ่งก่อสร้างโบราณสุดมหัศจรรย์ในอียิปต์กับตาสักครั้ง แต่ที่น่าไปมากๆ ในปีนี้ก็เพราะในไตรมาสแรกของปี 2019 นั้น GEM หรือ Grand Egyptian Museum จะเปิดในเมืองกีซาแล้วจ้า

         พิพิธภัณฑ์นี้น่าสนใจยังไงนะหรือ ก็ทันทีที่เปิดจะกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก” (480,000 ตารางเมตร) ในนี้รวบรวมสมบัติ ข้าวของเครื่องใช้ สิ่งประดิษฐ์ของฟาโรห์ทุตอังค์อามุนมากกว่า 5,000 ชิ้น (รวมไปถึงเตียงนอน!) ที่ล็อบบี้พิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นของฟาโรห์แรเมซีสที่ 2 และลูกชาย แถมตรงทางขึ้นโถงบันไดใหญ่ยังมีรูปปั้นราชวงศ์อียิปต์มากมายเรียงรายต้อนรับกว่า 87 องค์       

 

4.Hawaii Island, United States

        หลังจากภูเขาไฟคีเลาเวอา (Kilauea) ปะทุเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ตอนนี้เกาะฮาวายกลับมาพร้อมเปิดเกาะอะโลฮาต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว นอกจากกิจกรรมทางทะเลและรีสอร์ตต่างๆ ที่รออยู่ อุทยานแห่งชาติ Hawai'i Volcanoes ก็เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว ทัวร์ชื่อดังอย่าง Volcano Unveiled โดยไกด์จากอุทยานแห่งชาติพร้อมพาลูกทัวร์ทุกคนเดินศึกษาเรื่องราวของภูเขาไฟอย่างใกล้ชิดในเกาะฮาวาย (ที่ฮาวายมีภูเขาไฟหลายลูก แค่ใน Big Island ก็มี 5 ลูกแล้ว) จะเล่นน้ำ พายเรือ ดูนก ทัวร์ฟาร์ม เล่นน้ำตก ทัวร์ภูเขาไฟก็มีหมด หรือจะไปพบกับไฮไลต์ของฮาวายอย่างการมุ่งสู่ยอดภูเขาไฟ (ที่สงบแล้ว) อย่างเมานาเคอา (Mauna Kea) ก็พร้อมให้ขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกแล้วนะ

 

5.Shenzhen, China

        

        เซินเจิ้นไม่ใช่เมืองแห่งของก๊อปอีกต่อไปแล้วนะจ๊ะ ตอนนี้เมืองแห่งนวัตกรรมของจีนเมืองนี้มีรายชื่อติด 1 ใน 10 เมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในปี 2019 ของ Lonely Planet เรียบร้อยแล้ว เซินเจิ้นได้รับขนานนามว่าเป็น “Silicon Valley” ของประเทศจีนเลยละ (ซิลิคอนแวลลีย์คือพื้นที่ภาคใต้ของซานฟรานซิสโก เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด) นอกจากเป็นดินแดนแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำๆ ตอนนี้เซินเจิ้นยังเป็นศูนย์รวมของดนตรีอินดี้ ศิลปะใหม่ๆ คาเฟ่เท่ๆ มี Design Society (เป็นศูนย์แสดงนิทรรศการวัฒนธรรมและศิลปะ) พิพิธภัณฑ์ Contemporary Art & Planning Exhibition (MOCAPE) หมู่บ้าน Wutong Art และอีกสารพัดสารเพที่จะเล่าเรื่องโลกปัจจุบันและอนาคตจบได้ที่เมืองเดียว 

 

6.Lima, Peru

          เมืองหลวงของประเทศเปรูที่ตอนนี้กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการ The Pan American and Parapan American Games เลยมีนักกีฬาพิการเดินทางมาเพียบจากกว่า 31 ประเทศ เพราะฉะนั้นเมืองลิมาจึงกำลังคึกคักเป็นพิเศษ 

          เปรูเป็นประเทศสีสันสดใส มีเทศกาลรื่นเริงมากมาย และแน่นอนว่ารักการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ เราจะเห็นธรรมชาติของชาวเปรูได้ตามท้องถนนและสวนสาธารณะ โดยเฉพาะสวน Parque Kennedy ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนในลิมาที่มารวมตัวกันพักผ่อน ร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นรำ ที่นี่เราจะเห็นประชากรแมวพอๆ กับประชากรคน จนทาสแมวต้องหลงทางในนี้ออกไปไหนไม่ได้ หรือสวนเก่าแก่อีกแห่งอย่าง Friendship park ก็น่ารักสมชื่อ เพราะกลางสวนมีทะเลสาบจำลองให้เช่าเรือพายเล่น ถีบเล่น แถมรอบนอกของสวนถูกล้อมด้วยรางรถไฟที่พอซื้อตั๋วปุ๊บเราจะได้นั่งรถไฟเก่าแก่ของเมืองเที่ยวรอบสวน 

 

7.Mexico City, Mexico

          เม็กซิโกซิตีเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมืองหนึ่งที่มีจำนวนพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากปารีส) จนเมื่อปีที่แล้วได้รับขนานนามว่า “World Design Capital” ที่มีการเคลื่อนไหวของศิลปินทุกแขนง เพราะฉะนั้นปีนี้เลยเป็นปีที่น่าจับตามองของเม็กซิโกซิตีที่เร่งปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเก่าๆ รวมไปถึงพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ  

 

8.Cox’s Bazar, Bangladesh

          Cox’s Bazar ติดอันดับ 1 ใน 10 ที่ที่คุ้มค่าน่าเที่ยวที่สุดในปี 2019 จากการจัดอันดับของ Lonely Planet เรียบร้อย บังกลาเทศมีเสน่ห์ที่ความหลากหลาย (เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นสูงสุดเป็นอันดับ 8 ของโลก) เราจะได้ตื่นตาตื่นใจกับ Cox’s Bazar ชายหาดที่ยาวที่สุดของเอเชีย วิวชายหาดกว้าง เรือตกปลาสีสวยริมทะเล ผู้คนเล่นเซิร์ฟกลางทะเล และว่าวลอยตัดกับสีท้องฟ้า (โดยเฉพาะช่วง Kite Festival) คือความมองเพลินของชายหาดนี้ นอกจากบังกลาเทศจะเป็นประเทศที่ค่าครองชีพไม่สูงแล้ว ที่สำคัญคือร่องรอยของประวัติศาสตร์ เราจะได้เห็นเมืองแห่งมัสยิด (คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม) ในบาเกอร์ฮัตที่เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตรแม่น้ำสายสำคัญของเอเชีย ทั้งยังมีมรดกโลกอย่างซากวิหารพุทธที่ปาหาฑปุระ รวมไปถึงสัมมาปุระมหาวิหารด้วย สายศึกษาประวัติศาสตร์ต้องหลงรักแน่นอน 

 

9.Fanjingshan, China

        องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) พิจารณาประกาศให้ภูเขาฟ่านจิ้งชานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติไปเรียบร้อยแล้ว นับเป็นภูเขาที่ควรค่าแก่การไปปีนสุดๆ เพราะเป็นเขาที่อุดมสมบูรณ์ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีพรรณไม้และสัตว์หายากอยู่เพียบ มากไปกว่านั้นที่นี่ยังถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันมีวัด 48 วัดอยู่รอบเขา ผู้แสวงบุญต้องปีนเขาผ่านก้อนหินมากกว่า 8,000 ก้อนเพื่อให้ไปถึงยอดเขา บนเขาเราจะเจอกับจุดชมวิวหลากหลาย มีก้อนหินรูปทรงแปลกประหลาดและทะเลหมอก (และเมฆ) สวยลอยอยู่เหนือเทือกเขาอู่หลิง แต่ถ้าไม่ปีนเขาก็มีเคเบิลคาร์ให้ขึ้นไปสบายๆ  

ขอบคุณข้อมูลจาก https://tcompanion.com/mood/content/139