รู้ก่อน เคลมกระเป๋า กระเป๋าเดินทางเสียหาย 
Baggage Claim เป็นศัพท์ที่เรียกวิธีการการเคลมกระเป๋าเดินทาง และข้าวของเสียหาย อย่างเป็นทางการเมื่อใช้บริการ สายการบิน แต่ละสายการบินจะมีค่าชดเชย สินค้า ข้าวของ โดยชดเชยสูงสุดเป็นราคาเต็ม 
ของราคาที่คุณซื้อมา  แต่นอกเหนือจากการเคลมแล้ว ทางสายการบินอาจจะปฏิเสธการจ่ายได้ หากเป็นเหตุที่เกิดจากความเลินเล่อของเจ้าของกระเป๋า ที่แพ็คใส่ของมาอย่างหละหลวม


สิ่งที่ควรรู้ก่อนโหลดกระเป๋า
1. หากสัมภาระ แตกหักง่าย ยับง่าย เสียหายง่าย แต่จำเป็นต้องโหลด แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนได้
2. อาวุธ สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ โดยต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงาน และแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน
3. พนักงานโหลดกระเป๋า จะเรียงเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้าเครื่องบิน 
ก่อนจะวางสัมภาระใบเล็กอย่างกระเป๋าเป้
4. สายการบินมีการสุ่มตรวจกระเป๋า โดยสุนัขตำรวจ โดยที่อาจจะไม่แจ้งล่วงหน้า
5. แต่ละสายการบินมีเงื่อนไขจ่ายค่าชดเชยต่างกัน เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์แต่ละสายการบิน
6. หมายเลข Tracking สำคัญมาก หากติดไม่แน่น แล้วหลุดระหว่างทาง 
กระเป๋าเดินทางหายและไม่มี Tracking จะตามหาเจ้าของไม่เจอ
7. สิ่งของที่นำขึ้นเครื่องไม่ได้ สามารถฝากไว้ที่สนามบินได้ที่จุดรับฝาก 
และกลับมานำกลับภายหลังได้ แต่มีค่าบริการรับฝาก
8. กระเป๋าเดินทางล้อลากที่นำขึ้นเครื่องได้ ต้องเป็นกระเป๋าเดินทางขนาดต่ำกว่า 20 นิ้ว เท่านั้น
9. ทุกสายการบิน เปิดให้โหลดกระเป๋าได้ก่อนขึ้นเครื่องประมาณ 90 นาที
 

1 ตรวจสอบความแข็งแรงของกระเป๋าเดินทาง
บางท่านซื้อกระเป๋าเดินทางตอนโปรโมชั่นลดราคา ก็ไม่เคยดูว่าวันผลิต จนถึงวันที่จะหยิบมาใช้อีกที ผ่านมากี่ปีแล้ว ถ้าผ่านการเก็บที่โดนความร้อน แดดส่องอยู่ตลอดเวลา กระเป๋าเดินทางพลาสติกก็อาจจะเสื่อม 
ถึงแม้จะเป็นโพลีคาร์บอเนต ก็อาจจะมีอายุเพียง 10 กว่าปีนิดๆ  ไม่ใช่ว่ากระเป๋าเดินทางแพงจะไม่แข็งแรง แต่เพราะว่าความร้อน และ  ความชื้น ส่งผลให้เนื้อผิวกระเป๋าเสื่อมสภาพ อีกทั้งหากเคยถูกกระแทกจนมีรอยร้าวมาก่อนแล้ว รอยแผลนี้อาจส่งผลให้กระเป๋าพังในอนาคตได้

 

2 ทำประกันการเดินทางครอบคลุมความเสียหาย ล่าช้าของกระเป๋าเดินทาง
หากไม่ชัวร์ว่าทางเจ้าหน้าที่สนามบินจะทำกระเป๋าเดินทางของคุณพัง หรือเกิดปัญหาขนส่งล่าช้า และอื่นๆ อีกหรือไม่ ในกรณีที่เดินทางต่างประเทศ แล้วของในกระเป๋ามีมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ และอื่นๆ มูลค่านับแสน ก็ควรทำประกันการเดินทางไว้ด้วย  โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ จะทำประกันการเดินทาง ครอบคลุมความเสียหายของกระเป๋าไว้ด้วย  คุณต้องแจ้งกับตัวแทนประกันว่า ต้องการกรมธรรม์ที่ ครอบคลุมความเสียหาย และล่าช้าของกระเป๋า โดนทุบรถ ขโมยกระเป๋าเดินทาง มีหลายเคสแล้ว แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ดูปลอดภัยก็ตาม

3 แพ็คของใส่กระเป๋าอย่างแข็งแรง
ของที่ชำรุด แตกหักง่าย ควรใช้ Air Bubble ห่อกันกระแทกป้องกันการแตกหัก เนื่องจากเมื่อสัมภาระอยู่ใต้ท้องเครื่องบิน จะถูกความดันทำให้สัมภาระสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่การกระแทกแบบการขนส่งด้วยรถยนต์เสียทีเดียว และยิ่งเป็นขวด ที่ต้องปิดเกลียว ก็ควรแพ็คให้แน่นหนากว่าเดิม แรงดันน้ำจะทำให้ของเหลวทะลักหรือระเบิดออกมาได้ง่ายๆ จากประสบการณ์มีข้อแนะนำง่ายๆ ดังนี้

- เครื่องประดับ ควรพัน Air Bubble ก่อนใส่กล่องเครื่องประดับอีกที และ นาฬิกาควอร์ซ ไม่ควรโหลดใต้เครื่อง
- อาหารขนม สามารถใส่กล่องลัง และ พันด้วยเชือกฟางได้ปกติ แต่ควรห่อกันกระแทกด้วยเช่นกัน
- ซิปกระเป๋าควรมีตัวคล้อง ไม่ให้เปิดอ้า
- เครื่องอาบน้ำ ควรใส่ซิปล็อค เพราะชอบระเบิดออกมา
- ของที่มีกลิ่น ควรห่อกระดาษหนังสือพิมพ์หลายๆ ชั้น สวมถุงพลาสติก และใส่กระเป๋าแยกกับเสื้อผ้า


4 แยกกระเป๋า
ในกรณีที่คุณมีสัมภาระหลายชิ้น ควรแยกหมวดหมู่ในการจัดเก็บ เสื้อผ้าสามารถห่อพวกกล่องเครื่องประดับได้ แต่ไม่ควรเก็บไว้กับพวกของฝาก ของมีกลิ่น ส่วนของเหลวควรมีประเป๋าเก็บแยกไว้เป็นใบเล็กๆ เพื่อป้องกันการหกเลอะเทอะ และส่วนเครื่องสำอาง Palette ราคาแพง 
ไม่ควรโหลดใต้เครื่องโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลุมพาเลตสะเทือน เนื้อ Pigment หลุดกระจาย เสียราคา

 


5 ไม่ใส่ของอัดในกระเป๋าแน่นเกินไป
การอัดทุกอย่างลงในกระเป๋า แล้วขึ้นเหยียบ ก่อนรูดซิด จะทำให้สัมภาระดันกระเป๋าอยู่ข้างใน และยิ่งกระเป๋าบอบบางอยู่แล้ว จะทำให้เกิดการแตกหัก เสียหายได้ง่ายกว่าเดิมเมื่อเกิดแรงกระแทก ในกรณีแพ็คกระเป๋าแบบนี้อาจทำได้กับการเดินทางด้วยรถโดยสาร 
แต่หากขึ้นเครื่องบิน อย่างที่บอกว่ามันจะสั่นแบบทั่วทิศทาง ทั้งซิป และกรอบกระเป๋า มีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม หากคุณรู้ตัวว่าซิปปริ่มๆ แล้ว ขอให้ทางเจ้าหน้าที่สายพาน ซีลกระเป๋าด้วยพลาสติกอีกรอบหนึ่งป้องกันเสื้อผ้าไหลออกมาก็ได้ค่ะ

แต่เราสามารถเลือกกระเป๋า ที่มีตัวช่วยในการจัดเก็บบีบอัดของในกระเป๋าโดยไม่เสียหายได้อย่างแบรนด์ Briggs and riley ตามคลิปข้างล่างเลยค่ะ


 
6 หากเป็นของชำรุดง่าย แตกง่าย บอกเจ้าหน้าที่สายพานไว้ก่อน
ข้อสุดท้าย เป็นสิ่งที่หลายท่านมองข้าม นั่นก็คือ หากมีการขนส่ง ข้าวของที่แตกหัก ยับง่าย อย่างพวกแก้ว เซรามิกส์  เสื้อผ้าไหม  ชุดแต่งงาน ของมีค่าราคาแพง ที่แพ็คใส่กระเป๋าผ้ามา สามารถ Remark กับเจ้าหน้าที่สายการบินที่ช่องสายพานโหลดกระเป๋าได้ว่าเป็นของมีค่า ที่แตกหัก เสียหายได้  
โดยเจ้าหน้าที่จะแยกเก็บไว้ในส่วนด้านบนๆ เวลาโหลดใต้ท้องเครื่อง หรือมีภาชนะบรรจุที่แยกไว้อีกทีหนึ่ง  ไม่อย่างนั้นแล้วจะโดนนำไปคละกับพวกกระเป๋าโพลีคาร์บอเนต แตก พัง แน่นอนจ้า

ปล. เราสามารถขอสติ๊กเกอร์ระวังแตกจากทางสายการบินได้ ซึ่งป้าย Fragile เป็นการบอกว่าของแตกง่ายให้ จนท ขนของ ระวังมากขึ้น
แต่ไม่ได้รับประกันการแตกหรือเสียหาย ( อย่างน้อยก็สบายใจขึ้นหน่อยนึง )

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : promotions.co.th